Target

เรื่องราวของคน ที่ส่งผลต่อเรา

First Jobber: ทำไม “ก้าวแรกของการทำงาน” คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนในทุนมนุษย์


เมื่อเด็กเกิดน้อยลง คนวัยทำงานกำลังลดจำนวน และโลกของงานถูกเปลี่ยนอย่างรวดเร็วด้วย AI ประเทศไทยอาจไม่สามารถคิดเรื่อง First Jobber เพียงในฐานะ “เด็กจบใหม่ที่กำลังหางาน” ได้อีกต่อไป เพราะคนกลุ่มนี้คือกำลังแรงงานรุ่นถัดไป ผู้เสียภาษีรุ่นถัดไป และทุนมนุษย์ที่จะกำหนดขีดความสามารถของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า


คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า
“คนรุ่นใหม่พร้อมทำงานหรือยัง?”

แต่คือ “ประเทศไทยพร้อมเพียงใดที่จะทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นชีวิตการทำงานได้อย่างมีคุณภาพ และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองต่อไปได้?”

เพราะในประเทศที่ “คน” กำลังกลายเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดมากขึ้น การปล่อยให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นชีวิตการทำงานอย่างเปราะบาง อาจไม่ใช่เพียงปัญหาของคนคนหนึ่ง แต่หมายถึงการสูญเสียทุนมนุษย์ของประเทศตั้งแต่ก้าวแรก



ประเทศที่ “คนทำงาน” กำลังน้อยลง ยิ่งต้องทำให้คนทุกคนมีศักยภาพมากขึ้น

ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน ทั้งสังคมสูงวัย อัตราการเกิดที่ลดลง การหดตัวของประชากรวัยแรงงาน ความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงาน

World Bank เคยประมาณการว่า สัดส่วนประชากรวัยทำงานของประเทศไทยอาจลดจากประมาณ 71% ของประชากรในปี 2563 เหลือ 56% ในปี 2603 หรือคิดเป็นการลดลงของประชากรวัยทำงานเกือบ 30% ขณะที่สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก (⁠World Bank)

ความหมายของตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยจะมีคนแก่เพิ่มขึ้น” แต่หมายความว่า ในอนาคต แรงงานหนึ่งคนจะมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าเดิม เมื่อจำนวนแรงงานไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ง่าย ประเทศจึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของคน” มากขึ้น ทั้งสุขภาพ ความรู้ ทักษะ ความสามารถในการปรับตัว ผลิตภาพ และโอกาสที่จะใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

นี่คือหัวใจของแนวคิดเรื่อง ทุนมนุษย์ (Human Capital) และสถานการณ์ของไทยยังมีสัญญาณที่น่ากังวล

ดัชนีทุนมนุษย์ หรือ Human Capital Index ของ World Bank ประเมินว่า เด็กที่เกิดในประเทศไทยสามารถคาดหวังว่าจะมีผลิตภาพเมื่อเติบโตขึ้นเพียงประมาณ 61% ของศักยภาพที่ควรจะเป็น หากได้รับการศึกษาและสุขภาพอย่างเต็มที่ (⁠databankfiles.worldbank.org) ตัวเลขนี้จึงไม่ใช่คะแนนของเด็กคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นคำเตือนว่า ประเทศกำลังสูญเสียศักยภาพของประชากรบางส่วนไปตลอดเส้นทางการเติบโต และการสูญเสียนั้นไม่ได้หยุดลงเมื่อเด็กเรียนจบ



“เรียนจบ” ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์จบลง

ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ เรามักนึกถึงการพัฒนาเด็กปฐมวัย คุณภาพโรงเรียน การผลิตบัณฑิต หรือการ Reskill–Upskill แรงงาน แต่มีช่วงเวลาหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และอาจยังไม่ได้รับความสนใจมากพอ คือ ช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “การศึกษา” ไปสู่ “โลกการทำงาน” หรือช่วงชีวิตของ First Jobber

ในกรอบแนวคิดที่กำลังใช้พัฒนาประเด็นสำหรับสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 First Jobber ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่เพิ่งเซ็นสัญญาทำงานครั้งแรก แต่ครอบคลุมเส้นทางการเปลี่ยนผ่าน ตั้งแต่นิสิตนักศึกษาชั้นปีสุดท้าย ผู้สำเร็จการศึกษาหรือการฝึกอบรมที่กำลังหางานเพื่อหารายได้ครั้งแรก ไปจนถึงผู้ที่เริ่มต้นทำงานครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นงานในระบบ งานนอกระบบ งานอิสระ หรือการทำงานผ่านแพลตฟอร์ม

เหตุผลที่ต้องมองเป็น “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” เพราะชีวิตการทำงานไม่ได้เริ่มขึ้นในวันแรกที่เข้าบริษัท มันเริ่มตั้งแต่การค้นหาว่าตนเองจะประกอบอาชีพอะไร การเตรียมทักษะ การฝึกงาน การสมัครงาน การสัมภาษณ์ การรอคอยงานแรก การย้ายที่อยู่ การจัดการเงินเดือนก้อนแรก การเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร และการพยายามหาที่ทางของตนเองในโลกการทำงาน

ช่วงเวลานี้จึงเป็นมากกว่า “การหางาน” เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่คนคนหนึ่งกำลังสร้างหลายสิ่งขึ้นพร้อมกัน ทั้งรายได้ ตัวตนทางอาชีพ สุขภาพกายและใจ ความมั่นคงทางการเงิน ความสัมพันธ์กับองค์กร และความเชื่อมั่นต่ออนาคต ประสบการณ์ในช่วงเริ่มต้นทำงานจึงไม่ได้จบลงเพียงแค่งานแรก แต่สามารถกลายเป็นฐานของการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ การตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพ ตลอดจนทัศนคติที่คนคนหนึ่งมีต่อตนเองและโลกของการทำงานในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ “คุณภาพของการเริ่มต้น” จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการได้งานทำ เพราะงานแรกอาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้ค้นพบศักยภาพ สะสมประสบการณ์ และค่อย ๆ เติบโตไปสู่โอกาสที่ดีขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากการเริ่มต้นเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง การไม่ได้ใช้ทักษะที่มี ขาดโอกาสเรียนรู้ หรือเผชิญสภาพแวดล้อมการทำงานที่บั่นทอนสุขภาวะ ก็อาจทำให้ศักยภาพที่ควรได้รับการพัฒนาต่อเนื่องกลับถูกจำกัดลงตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตการทำงาน

เพิ่กล่าวอีกแบบคือ “งานแรก” อาจไม่ใช่งานที่เราจะทำไปตลอดชีวิต แต่สิ่งที่คนคนหนึ่งได้รับหรือสูญเสียจากช่วงเริ่มต้นทำงาน อาจมีส่วนกำหนดว่าเขาจะเดินต่อไปในโลกการทำงานได้อย่างไร



ปัญหาไม่ใช่แค่ “เด็กจบใหม่หางานยาก”

หากมองปัญหาของ First Jobber เพียงผ่านตัวเลขการว่างงาน เราอาจเห็นภาพเพียงส่วนเดียว ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบว่า อัตราว่างงานของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ที่ 1.84% ขณะที่อัตราว่างงานรวมอยู่ที่ 0.88% หรือแตกต่างกันประมาณ 2.1 เท่า อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมผู้สำเร็จปริญญาตรีทุกช่วงอายุ ไม่ใช่เฉพาะบัณฑิตจบใหม่ จึงควรใช้ในฐานะ “สัญญาณของปัญหา” มากกว่าจะสรุปว่าเป็นอัตราว่างงานของ First Jobber โดยตรง

      แต่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่า “มีงานหรือไม่มีงาน” คือ งานที่ได้ ใช้ศักยภาพของคนคนนั้นมากเพียงใด? คนคนหนึ่งอาจถูกนับว่า “มีงานทำ” แล้ว แต่กำลังทำงานต่ำกว่าวุฒิ ทำงานไม่ตรงทักษะ อยู่ในงานชั่วคราว รายได้ไม่พอกับค่าครองชีพ ไม่มีหลักประกัน ไม่มีโอกาสเรียนรู้ หรือไม่เห็นเส้นทางความก้าวหน้าเลยก็ได้

      ดังนั้น หากต้องการวัดความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างจริงจัง เราไม่ควรถามเพียงว่า “ได้งานหรือยัง?” แต่ต้องถามต่อว่า งานนั้นตรงกับทักษะหรือไม่ รายได้เพียงพอหรือไม่ ชั่วโมงทำงานเหมาะสมหรือไม่ มีหลักประกันหรือไม่ ได้พัฒนาทักษะหรือไม่ และมองเห็นอนาคตของตนเองหรือไม่

      นี่คือความแตกต่างระหว่าง Employment กับ Quality Employment หรือระหว่างการ “มีงานทำ” กับการ “มีงานที่ช่วยพัฒนาคน”



ก่อนจะไปถึง AI ประเทศไทยยังมี “วิกฤตทักษะพื้นฐาน” ที่ต้องจัดการ

      ความท้าทายยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อ First Jobber รุ่นปัจจุบันไม่ได้เข้าสู่โลกการทำงานแบบเดียวกับคนรุ่นก่อนพวกเขากำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ AI, Automation, Digital Platform และรูปแบบการจ้างงานใหม่กำลังเปลี่ยนทั้งลักษณะงานและทักษะที่นายจ้างต้องการ

      แต่ฐานทักษะของแรงงานไทยยังมีช่องว่างขนาดใหญ่การสำรวจทักษะและความพร้อมของเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในประเทศไทย หรือ Adult Skills Assessment in Thailand (ASAT) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ World Bank พบว่า ประชากรอายุ 15–64 ปีของไทย 64.7% มีทักษะการรู้หนังสือต่ำกว่าเกณฑ์
74.1% มีทักษะดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์
และ 30.3% มีทักษะทางสังคมและอารมณ์บางด้านต่ำกว่าเกณฑ์

      World Bank ประเมินเพิ่มเติมว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจจากช่องว่างด้านการรู้หนังสือและทักษะดิจิทัลอาจสูงถึงประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท หรือ 20.1% ของ GDP ปี 2565 (⁠World Bank)

      เรื่องนี้ยิ่งสำคัญขึ้นในยุค AI รายงาน Changing Landscape of Skills in the Age of AI ซึ่ง ILO เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ระบุว่า การนำ AI เข้ามาใช้ในสถานที่ทำงานกำลังเปลี่ยนโครงสร้างทักษะที่แรงงานต้องใช้ โดยเพิ่มความสำคัญของทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะทางสังคมและอารมณ์ ทักษะดิจิทัล ความเข้าใจ AI ตลอดจนความสามารถในการปรับตัว ความยืดหยุ่น และการเป็นผู้กำหนดการใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงผู้รับผลจากเทคโนโลยี (⁠International Labour Organization)

      ดังนั้น การเตรียม First Jobber ในยุคนี้จึงไม่สามารถหมายถึงการสอนโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่งให้เป็นเท่านั้น แต่ต้องทำให้คนรุ่นใหม่มี ความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดชีวิต



ความเหลื่อมล้ำไม่ได้หายไปเมื่อเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย

      อีกประเด็นที่มักถูกมองข้าม คือ First Jobber ไม่ได้ทุกคนยืนอยู่บนเส้นเริ่มต้นเดียวกัน ข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาพบว่า เด็กจากครัวเรือนรายได้ต่ำที่สุด ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน มีโอกาสศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาเพียงประมาณ 5% ขณะที่เยาวชนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30%

      แต่….แม้สามารถเข้าเรียนและเรียนจนจบ ความเหลื่อมล้ำก็ไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมใบปริญญา คนหนึ่งอาจมีเงินจากครอบครัวรองรับระหว่างหางาน สามารถฝึกงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน เรียนภาษาเพิ่ม ซื้อคอมพิวเตอร์ ย้ายเข้ากรุงเทพฯ หรือรอเลือกงานที่เหมาะสมได้หลายเดือน

      ขณะที่อีกคนอาจต้องเริ่มหารายได้ทันทีหลังเรียนจบ มีหนี้การศึกษา ต้องส่งเงินกลับบ้าน ไม่มีเงินสำหรับค่าเช่าห้องหรือค่าเดินทาง และไม่สามารถรอ “งานที่ใช่” ได้นาน

      ดังนั้น ความสามารถในการเลือกงานแรกจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ความสามารถ” เพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับ ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม เครือข่าย พื้นที่อยู่อาศัย และระบบสนับสนุนที่แต่ละคนเข้าถึง นี่คือเหตุผลที่การพัฒนา First Jobber ไม่สามารถจบลงด้วยคำแนะนำว่า “ต้องพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้” เพียงอย่างเดียว



เสียงของคนรุ่นใหม่กำลังบอกเราว่า “ฉันไม่ได้ต้องการแค่มีงาน”

      ข้อมูลจาก OpenSPACE: First Jobber Listening Forum ที่ theSPACE จัดขึ้นเพื่อรับฟังนิสิตชั้นปีสุดท้ายกว่า 120 คน ณ มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 สะท้อน Pain Point สำคัญ 7 ด้าน ตั้งแต่การแข่งขันและโอกาสเริ่มต้นที่จำกัด ความไม่มั่นใจว่าทักษะจากห้องเรียนจะเพียงพอต่อการทำงานจริง รายได้ที่ไม่สัมพันธ์กับค่าครองชีพ วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ Work-Life Balance สุขภาพจิต ไปจนถึงความคาดหวังจากครอบครัวและสังคม

      เมื่อขยายการรับฟังไปยังนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีในวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ภาพบางอย่างยิ่งชัดขึ้น

      นักศึกษากังวลทั้งการไม่มีงาน งานไม่ตรงสาย การสอบแข่งขันเข้าราชการ รายได้ ค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง หนี้ กยศ. การต้องย้ายออกจากบ้าน การไม่มีประสบการณ์ การไม่มีคนสอนงาน ความสัมพันธ์กับคนต่างวัย Toxic Workplace และสุขภาพจิต

      โดยเฉพาะในบริบทต่างจังหวัด คำว่า “งานใกล้บ้าน” ไม่ได้หมายถึงความสะดวกเท่านั้น แต่เชื่อมโยงกับค่าครองชีพ การดูแลพ่อแม่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และคำถามใหญ่เรื่อง การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างพื้นที่

      เมื่อถามถึงชีวิตการทำงานที่ต้องการ สิ่งที่คนรุ่นใหม่พูดถึงจึงไม่ได้มีเพียงเงินเดือน พวกเขาต้องการหัวหน้าที่สอนงาน เพื่อนร่วมงานที่เคารพกัน ระบบพี่เลี้ยง ความเป็นธรรม สวัสดิการที่เหมาะสม ขอบเขตเวลางานที่ชัดเจน โอกาสพัฒนาตนเอง Career Path ที่มองเห็นได้ และพื้นที่ทำงานที่ไม่ทำลายสุขภาพจิต

      สารสำคัญจึงอาจสรุปได้ง่าย ๆ ว่า First Jobber ไม่ได้ต้องการเพียง “งาน” แต่ต้องการ “จุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตเดินต่อได้”

“คนไม่มีประสบการณ์” แต่ทุกองค์กรกลับต้องการ “คนมีประสบการณ์”

      นี่คือหนึ่งในความย้อนแย้งของตลาดแรงงาน First Jobber ถูกคาดหวังให้พร้อมทำงานทันที ทั้งทีประสบการณ์จำนวนมากไม่สามารถเรียนรู้ได้จากห้องเรียน แต่ต้องเกิดจาก การทำงานจริง ILO เองชี้ว่า ผู้หางานครั้งแรกมักเสียเปรียบในการแข่งขันกับผู้สมัครที่มีประสบการณ์ เพราะทักษะการทำงานพื้นฐานหลายอย่างเกิดจากการฝึกอบรมในงานและประสบการณ์จริง (⁠International Labour Organization)

      ดังนั้น หากทุกองค์กรต้องการคน “พร้อมใช้” แต่ไม่มีใครยอมลงทุนกับกระบวนการทำให้คนพร้อม ตลาดแรงงานย่อมเกิดช่องว่างที่ไม่มีใครรับผิดชอบ ระบบการศึกษาบอกว่า “เรียนจบแล้ว” ตลาดแรงงานบอกว่า “ยังไม่มีประสบการณ์” องค์กรบอกว่า “ต้องพร้อมทำงาน” และสุดท้าย คนรุ่นใหม่กลับกลายเป็นผู้รับภาระของช่องว่างระหว่างสามระบบนั้น

      นี่คือสิ่งที่อาจเรียกว่า “จุดรั่วของทุนมนุษย์” เพราะประเทศลงทุนกับคนหนึ่งคนมาตั้งแต่เกิด ผ่านระบบสุขภาพ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และการพัฒนาทักษะเป็นเวลานับสิบปี แต่เมื่อคนคนนั้นเดินมาถึงประตูของตลาดแรงงาน กลับไม่มีระบบส่งต่อที่แข็งแรงพอที่จะเปลี่ยน “ศักยภาพที่สะสมมา” ให้กลายเป็น “ศักยภาพที่ถูกใช้จริง”



งานแรกจึงต้องเป็นพื้นที่ “สร้างทุนมนุษย์” ไม่ใช่เพียงพื้นที่ใช้แรงงาน

      การลงทุนใน First Jobber ไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็นการเอาใจคนรุ่นใหม่ หรือการลดมาตรฐานของโลกการทำงาน ตรงกันข้าม สิ่งที่จำเป็นคือการสร้างระบบที่ทำให้คนรุ่นใหม่ เรียนรู้เร็วขึ้น ใช้ศักยภาพได้มากขึ้น และเติบโตเป็นแรงงานคุณภาพได้เร็วขึ้น

      ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “ระบบพี่เลี้ยง” จาก Listening Forum ระบบพี่เลี้ยงถูกเสนอซ้ำทั้งในระดับมหาวิทยาลัย องค์กร และชุมชน เพราะการปฐมนิเทศหรือการอบรมครั้งเดียวไม่สามารถทดแทนการมีคนที่ให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่องได้ รายงานจึงเสนอแนวคิดให้พนักงานใหม่สามารถเข้าถึง Mentor ในช่วง 6–12 เดือนแรก พร้อมพัฒนาหัวหน้างานให้มีทักษะด้านการสื่อสาร การให้ Feedback การสร้าง Psychological Safety การจัดการความขัดแย้ง และการบริหารคนต่างวัย

      นี่คือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก “รับคนที่เก่งที่สุดเข้ามา” ไปสู่ “สร้างระบบที่ทำให้คนสามารถเก่งขึ้นได้หลังจากเข้ามา” และนี่ต่างหากคือองค์กรที่ทำหน้าที่สร้างทุนมนุษย์



จาก “ความพร้อมของเด็ก” สู่ “ความพร้อมของระบบ”

      เมื่อมองปัญหาทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นว่าการพัฒนา First Jobber ไม่สามารถมอบหมายให้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งรับผิดชอบได้

      สถาบันการศึกษาต้องไม่หยุดบทบาททันทีที่มอบปริญญา แต่ต้องเชื่อมการเรียนรู้กับโลกงานจริง ทั้งการแนะแนว การฝึกงาน การสมัครงาน ทักษะดิจิทัล ภาษา การเงิน ภาษี สิทธิแรงงาน และสุขภาพจิต

      นายจ้างต้องยอมรับว่า “คนเริ่มต้น” จำเป็นต้องมีพื้นที่สำหรับเรียนรู้ จึงต้องมีระบบ Onboarding การสอนงาน พี่เลี้ยง การประเมินที่เป็นธรรม และวัฒนธรรมที่เปิดให้ถามและผิดพลาดได้โดยไม่ถูกลดทอนคุณค่า

      ภาครัฐต้องทำหน้าที่ลดต้นทุนของการเปลี่ยนผ่าน ตั้งแต่ข้อมูลตลาดแรงงาน การจับคู่งาน การพัฒนาทักษะ มาตรฐานค่าตอบแทนและสิทธิแรงงาน ระบบคุ้มครองทางสังคม ไปจนถึงที่อยู่อาศัยและการเดินทาง

      ขณะที่ครอบครัว ชุมชน และสังคม ต้องช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยและลดแรงกดดันที่ทำให้ความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ถูกนิยามด้วยเส้นทางเดียว

      เสียงจาก Listening Forum จึงชี้ไปยังหลักการสำคัญประการหนึ่งว่า การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกการทำงานต้องเป็น “ความรับผิดชอบร่วม” ไม่ใช่ต้นทุนที่ First Jobber และครอบครัวต้องแบกรับเพียงลำพัง



ประเทศไทยต้องสร้าง “ระบบนิเวศการพัฒนาคนแบบไร้รอยต่อ”

      เอกสารวิชาการสำหรับการพัฒนาประเด็นสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 เสนอแนวคิด Seamless Human Development Ecosystem หรือระบบนิเวศการพัฒนาคนแบบไร้รอยต่อ ซึ่งเชื่อมตั้งแต่การศึกษา การพัฒนาทักษะ การมีงานทำ สุขภาพกายและใจ ที่อยู่อาศัย การเดินทาง สวัสดิการครอบครัว และระบบคุ้มครองทางสังคม

      แนวคิดนี้สำคัญเพราะปัญหาของ First Jobber ไม่ได้เกิดแยกส่วน การสร้างแพลตฟอร์มหางานอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นยังเรียกร้องประสบการณ์ที่ผู้จบใหม่ไม่มีทางมี การ Upskill อย่างเดียวไม่เพียงพอ หากงานที่ได้ยังจ่ายค่าตอบแทนไม่พอกับค่าครองชีพ การมีบริการสุขภาพจิตอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากต้นเหตุคือภาระงาน การคุกคาม หรือวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ปลอดภัย และการบอกให้คนรุ่นใหม่วางแผนการเงินอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ หากรายได้เริ่มต้นไม่สามารถรองรับค่าเช่า ค่าเดินทาง หนี้การศึกษา และต้นทุนของการเริ่มต้นชีวิตได้

      ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สังเคราะห์จาก Listening Forum จึงครอบคลุมตั้งแต่ระบบบริการเปลี่ยนผ่านสู่โลกการทำงาน การปฏิรูประบบฝึกงาน นโยบายค่าตอบแทนและต้นทุนเริ่มต้น มาตรฐานองค์กรสุขภาวะ ระบบพี่เลี้ยง สุขภาพจิต ระบบข้อมูลตลาดแรงงาน การปฏิรูปทักษะพื้นฐาน ไปจนถึงหลักประกันทางสังคมและความเท่าเทียมเชิงพื้นที่ เพราะทั้งหมดไม่ใช่ “มาตรการแยกกัน” แต่คือชิ้นส่วนของระบบเดียวกัน



การลงทุนใน First Jobber คือการปกป้อง “ผลตอบแทน” จากการลงทุนด้านการศึกษาของประเทศ

      ลองมองอีกมุมหนึ่ง ประเทศไทยลงทุนกับเด็กหนึ่งคนตั้งแต่ระบบสุขภาพ การศึกษาขั้นพื้นฐาน มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือมหาวิทยาลัย เป็นเวลานับสิบปี หากเมื่อเรียนจบแล้ว คนคนนั้นกลับว่างงานเป็นเวลานาน ทำงานต่ำกว่าทักษะ ย้ายออกจากสายวิชาชีพเพราะไม่มีระบบสอนงาน หมดไฟตั้งแต่ปีแรก หรือไม่มีโอกาสพัฒนาทักษะต่อ สิ่งที่สูญเสียไม่ได้มีเพียงรายได้ของบุคคล แต่คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนด้านทุนมนุษย์ของประเทศ

      รายงานจาก Listening Forum มหาวิทยาลัยบูรพาจึงเสนอข้อสรุปสำคัญว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ควรสิ้นสุดเมื่อบุคคลสำเร็จการศึกษา และความสำเร็จไม่ควรวัดเพียงว่ามีงานทำหรือไม่ แต่ต้องดูด้วยว่างานแรกนั้นเปิดโอกาสให้ใช้ศักยภาพ มีรายได้และหลักประกันเพียงพอ ได้เรียนรู้ และสามารถรักษาสุขภาวะและความหวังต่ออนาคตไว้ได้หรือไม่

      นี่ทำให้การลงทุนใน First Jobber ไม่ใช่เพียง “นโยบายเยาวชน” ไม่ใช่เพียง “นโยบายแรงงาน” และไม่ใช่เพียง “นโยบายช่วยเด็กจบใหม่” แต่เป็น นโยบายทุนมนุษย์ของประเทศ



ในวันที่คนกำลังน้อยลง ประเทศไทยไม่สามารถยอมให้ใคร “หลุด” ตั้งแต่ก้าวแรก

      โลกในอนาคตอาจมีงานบางประเภทหายไป มีงานใหม่เกิดขึ้น และมีทักษะจำนวนมากที่วันนี้เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเรียกว่าอะไร เราอาจไม่สามารถเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับ “ทุกงาน” ที่จะเกิดขึ้นได้ แต่เราสามารถสร้างระบบที่ทำให้พวกเขา พร้อมเรียนรู้ พร้อมปรับตัว พร้อมล้มแล้วเริ่มใหม่ และไม่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังเมื่อชีวิตการทำงานเปลี่ยนแปลง

      นี่อาจเป็นความหมายใหม่ของการพัฒนาทุนมนุษย์ ไม่ใช่การผลิต “แรงงานพร้อมใช้” ให้ตลาด แต่คือการสร้าง “มนุษย์ที่พร้อมเติบโต” ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น คำถามของประเทศไทยต่อ First Jobber อาจต้องเปลี่ยนจาก “ทำอย่างไรให้เด็กจบใหม่พร้อมทำงาน?” ไปสู่คำถามว่า “เราจะสร้างระบบแบบใด ที่ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ ให้กลายเป็นชีวิตการทำงานที่มีคุณค่า มีสุขภาวะ และสร้างผลิตภาพให้ประเทศได้เต็มที่?”

      เพราะในวันที่เด็กเกิดน้อยลง คนวัยทำงานลดลง และการแข่งขันของประเทศขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนมากขึ้นเรื่อย ๆ First Jobber ทุกคนที่ตั้งต้นได้ดี คือทุนมนุษย์ที่ประเทศรักษาไว้ได้ และในทางกลับกัน ทุกคนที่หลุดออกจากเส้นทางตั้งแต่ก้าวแรก คือศักยภาพที่ประเทศไทยอาจไม่มีโอกาสเรียกคืนได้เต็มที่อีกครั้ง



      การสร้างระบบนิเวศสุขภาวะสำหรับ First Jobber จึงไม่ใช่การสร้าง “ทางพิเศษ” ให้คนรุ่นใหม่ แต่คือการทำให้ “รอยต่อ” ระหว่างการศึกษาและโลกการทำงานไม่กลายเป็น “รอยรั่ว” ของทุนมนุษย์ไทย และนี่คือเหตุผลว่า ทำไม ก้าวแรกของคนทำงานหนึ่งคน จึงเป็นเรื่องใหญ่ของทั้งประเทศ







อรรถพล คู่กระสังข์

เชื่อในพลังของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ สนใจสำรวจเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน วิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะรากเหง้าอีสาน ชื่นชอบการเดินทางเพื่อเปิดโลกใหม่ ๆ และชอบคลายเครียดด้วยทำอาหาร