“กลัวไม่มีงานทำ”
“กลัวสอบ ก.พ. ไม่ได้”
“กลัวเงินไม่พอใช้”
“ไม่อยากไปทำงานไกลบ้าน”
“กลัวไม่มีคนสอนงาน”
“กลัวที่ทำงาน Toxic”
เมื่อวางประโยคเหล่านี้แยกออกจากกัน เราอาจมองเห็นเพียงความกังวลธรรมดาของนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบ คนหนึ่งกลัวหางานไม่ได้ อีกคนกังวลเรื่องเงิน บางคนไม่มั่นใจในตัวเอง ขณะที่บางคนกลัวว่าจะต้องพบเจอสังคมการทำงานที่ไม่เป็นอย่างที่หวัง
แต่เมื่อเสียงเหล่านี้ถูกนำมาวางอยู่ในบทสนทนาเดียวกัน ภาพอีกแบบหนึ่งกลับค่อย ๆ ปรากฏขึ้น สิ่งที่คนรุ่นใหม่กำลังกังวลอาจไม่ใช่เพียงว่า “เรียนจบแล้วจะมีงานทำหรือไม่” หากเป็นความไม่แน่นอนที่ใหญ่กว่านั้นว่า เมื่อก้าวออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว พวกเขาจะสามารถเริ่มต้นชีวิตของตัวเองได้จริงหรือไม่
วันที่ 15 สิงหาคม 2569 theSPACE เปิดพื้นที่ OpenSPACE : First Jobber Listening Forum – Series 1 : ก้าวแรกสู่โลกการทำงาน ณ TRUE Space จังหวัดอุบลราชธานี ชวนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 20 คน มานั่งพูดคุยถึงชีวิตหลังเรียนจบ ตั้งแต่ความกังวลที่กำลังเผชิญ ภาพชีวิตการทำงานที่อยากมี ความช่วยเหลือที่อยากได้รับ ไปจนถึงสิ่งที่พวกเขาอยากเปลี่ยน หากมีโอกาสร่วมออกแบบระบบสำหรับคนที่กำลังจะเข้าสู่โลกการทำงาน
บทสนทนากว่าสามชั่วโมงไม่ได้ให้เพียงรายการของ “ปัญหาเด็กจบใหม่” แต่ทำให้เห็นรอยต่อช่วงหนึ่งของชีวิตที่สังคมอาจพูดถึงน้อยกว่าที่ควร
รอยต่อระหว่างวันที่คนคนหนึ่งยังเป็น “นักศึกษา” กับวันที่สังคมคาดหวังให้เขากลายเป็น “ผู้ใหญ่ที่ดูแลตัวเองได้” และระหว่างสองสถานะนั้น มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายกว่าการส่งเรซูเม่แล้วรอเรียกสัมภาษณ์
สำหรับนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบ โลกหลังมหาวิทยาลัยไม่ได้เริ่มต้นด้วยภาพของโต๊ะทำงานหรือเงินเดือนก้อนแรกเสมอไป แต่เริ่มจากความไม่แน่นอนว่า จะสามารถผ่านประตูเข้าไปถึงงานแรกได้หรือไม่
หลายคนรู้ดีว่าตัวเองกำลังจะต้องแข่งขันกับคนจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตัวเองยังมีประสบการณ์และผลงานไม่มากพอ นี่ทำให้เกิดความย้อนแย้งง่าย ๆ แต่สำคัญมากสำหรับ First Jobber พวกเขาต้องมีงานจึงจะมีประสบการณ์ แต่หลายตำแหน่งกลับต้องการคนที่มีประสบการณ์ก่อนที่จะให้โอกาสทำงาน ความกังวลจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ “จะสมัครงานที่ไหน” แต่ขยายไปถึง “เรามีอะไรไปแข่งขันกับคนอื่น” “งานที่ได้จะตรงกับสิ่งที่เรียนมาหรือไม่” และลึกลงไปกว่านั้นคือ “สิ่งที่เรียนมาตลอดหลายปีจะพาเราไปถึงชีวิตแบบไหน”
สำหรับนักศึกษาบางส่วนในอุบลราชธานี คำตอบหนึ่งที่ปรากฏขึ้นบ่อยครั้งคือ งานราชการ การสอบ ก.พ. การสอบท้องถิ่น และการสอบเข้าหน่วยงานรัฐจึงเข้ามาอยู่ในบทสนทนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานราชการยังถูกมองว่าเป็นเส้นทางหนึ่งของความมั่นคง แต่ในเวลาเดียวกัน เส้นทางไปสู่ความมั่นคงนั้นกลับเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการสมัครและเดินทางไปสอบ การแข่งขัน การรอคอย ไปจนถึงความกังวลว่าจะสอบผ่านเมื่อใด เมื่อฟังเสียงเหล่านี้พร้อมกัน เราจึงเริ่มเห็นว่า “งานราชการ” ไม่ได้เป็นเพียงความชอบทางอาชีพของคนรุ่นใหม่บางกลุ่ม หากยังสะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่าเกี่ยวกับโครงสร้างตลาดแรงงานในพื้นที่
เพราะหากงานรูปแบบอื่นสามารถสร้างรายได้ สวัสดิการ และความมั่นคงในชีวิตได้ใกล้เคียงกัน คนรุ่นใหม่จะยังรู้สึกว่าตัวเองมีทางเลือกอยู่เพียงไม่กี่เส้นทางหรือไม่
“สมมติว่าผ่านประตูแรกมาได้และมีงานทำ ชีวิตก็ควรจะเริ่มมั่นคงขึ้น” แต่เสียงจากวงสนทนากลับบอกเราว่า สำหรับ First Jobber การได้งานอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคำถามชุดใหม่ เงินเดือนก้อนแรกต้องถูกแบ่งออกเป็นค่าอาหาร ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายประจำวัน ขณะที่บางคนเริ่มต้นชีวิตการทำงานพร้อมกับหนี้ กยศ. และบางคนยังมีความหวังว่าจะสามารถแบ่งเงินส่วนหนึ่งกลับไปช่วยครอบครัว
เงินเดือนจึงไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะ “ค่าตอบแทนจากการทำงาน” แต่มันคือเครื่องมือที่จะบอกว่า คนคนหนึ่งสามารถเริ่มพึ่งพาตัวเองได้มากน้อยเพียงใด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเงินเดือนแรกควรเป็นเท่าไร แต่คือ หลังจากจ่ายต้นทุนของการมีชีวิตทั้งหมดแล้ว ยังเหลือพื้นที่ให้คนคนหนึ่งได้ตั้งตัวหรือไม่ มีเงินพอเก็บหรือเปล่า ยังต้องขอเงินจากพ่อแม่หรือไม่ สามารถชำระหนี้ได้ไหม และหากครอบครัวต้องการความช่วยเหลือ เขายังเหลือกำลังมากพอที่จะดูแลคนอื่นหรือเปล่า ตรงนี้เองที่เส้นแบ่งระหว่างคำว่า “มีงานทำ” กับ “ตั้งตัวได้” เริ่มชัดเจนขึ้น
เพราะคนคนหนึ่งสามารถมีงานทำ แต่ยังไม่มีความมั่นคงได้ สามารถมีเงินเดือน แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บได้ และสามารถทำงานเต็มเวลา แต่ยังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
ในบทสนทนาที่อุบลราชธานี คำว่า “ใกล้บ้าน” ปรากฏขึ้นหลายครั้ง เมื่อมองเพียงผิวเผิน ความต้องการทำงานใกล้บ้านอาจถูกอธิบายว่าเป็นเรื่องของความสะดวก หรืออาจถูกตีความไปไกลกว่านั้นว่า คนรุ่นใหม่ไม่อยากออกไปเผชิญโลกภายนอก แต่เมื่อฟังเหตุผลของแต่ละคน เราจะพบว่าคำว่า “บ้าน” มีความหมายมากกว่าสถานที่
บ้านหมายถึงการไม่ต้องมีค่าเช่าที่พักเพิ่ม หมายถึงการประหยัดเวลาและค่าเดินทาง หมายถึงการยังสามารถอยู่ใกล้พ่อแม่ที่อายุมากขึ้นหมายถึงการกลับไปดูแลสมาชิกในครอบครัวได้เมื่อจำเป็น และสำหรับใครบางคน บ้านยังหมายถึงสิ่งธรรมดาอย่างการไม่ต้องกังวลว่า หากย้ายไปทำงานต่างจังหวัดแล้ว หมาที่เลี้ยงไว้จะมีใครดูแล
ความกังวลเล็ก ๆ เช่นนี้กลับทำให้เห็นชีวิตของ First Jobber ได้ชัดกว่าตัวเลขบางชุด เพราะคนเราไม่ได้ตัดสินใจเลือกงานด้วยเงินเดือนและตำแหน่งเพียงสองตัวแปร แต่เลือกงานพร้อมกับตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตแบบไหน อยู่ที่ไหน อยู่ใกล้ใคร และต้องสูญเสียอะไรเพื่อแลกกับโอกาสนั้น
เมื่อมองเช่นนี้ ความต้องการทำงานใกล้บ้านจึงกลายเป็นคำถามเชิงโครงสร้างขึ้นมาทันที หากคนรุ่นใหม่ต้องออกจากบ้านเพื่อไปหางานที่ดีอยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่พร้อมออกไปเผชิญโลกกว้าง หรือเพราะงานที่มีคุณภาพยังไม่ได้กระจายไปถึงพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่มากพอ
การพูดเรื่อง First Jobber ในต่างจังหวัดจึงแยกออกจากเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ยาก เพราะทุกครั้งที่งานคุณภาพกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ต้นทุนของการกระจุกตัวนั้นไม่ได้อยู่ในบัญชีของตลาดแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่อาจไปปรากฏเป็นค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง การย้ายถิ่น และระยะห่างระหว่างคนรุ่นใหม่กับครอบครัวของพวกเขาแทน
อีกด้านหนึ่งของความกังวลไม่ได้เกิดก่อนมีงาน แต่เกิดขึ้นเมื่อลองจินตนาการถึงวันแรกของการทำงานจริงบางคนกลัวทำงานผิด บางคนไม่มั่นใจว่าจะรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้ดีพอหรือไม่ บางคนกลัวไม่มีใครสอน
และบางความกังวลดูเป็นเรื่องธรรมดามาก ตั้งแต่กลัวตื่นสาย กลัวไปทำงานไม่ทัน ไปจนถึงไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรกับระบบและกติกาใหม่ ๆ ที่ไม่เคยพบในมหาวิทยาลัย แต่เมื่อฟังเรื่องเล็กเหล่านี้รวมกัน สิ่งที่ปรากฏขึ้นไม่ใช่ภาพของคนรุ่นใหม่ที่ไม่พร้อมรับผิดชอบ กลับเป็นภาพของคนที่กำลังจะเดินเข้าไปในพื้นที่ซึ่งตัวเองยังไม่รู้กติกา และไม่แน่ใจว่าเมื่อเดินผิดทาง จะมีใครบอกหรือไม่ว่าควรเดินไปทางไหน
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม “คนสอนงาน” หรือ “พี่เลี้ยง” จึงมีความหมายมากในบทสนทนา เพราะไม่มีใครเรียนจบแล้วกลายเป็นคนทำงานที่สมบูรณ์ทันที ความพร้อมจำนวนมากไม่ได้ถูกสร้างในห้องเรียน แต่เกิดขึ้นหลังจากได้ทำงานจริง ได้พบปัญหา ได้ถาม ได้ลอง ได้ทำผิด แล้วมีใครสักคนช่วยอธิบายว่าความผิดพลาดนั้นควรถูกแก้ไขอย่างไร
หากเรายอมรับข้อเท็จจริงนี้ วิธีคิดเรื่อง First Jobber ก็อาจต้องเปลี่ยนไปด้วย
จากการถามว่า “ทำไมเด็กจบใหม่ถึงยังไม่พร้อม”
เป็นการถามว่า “องค์กรมีระบบช่วยให้คนที่ยังไม่พร้อม ค่อย ๆ กลายเป็นคนทำงานที่พร้อมได้หรือไม่”
น่าสนใจว่า นักศึกษาหลายคนยังไม่ทันเข้าสู่โลกการทำงานจริง แต่คำว่า Toxic Workplace กลับปรากฏอยู่ในจินตนาการเกี่ยวกับอนาคตแล้ว พวกเขากลัวการนินทา การแบ่งกลุ่ม การกลั่นแกล้ง การถูกเอาเปรียบจากสถานะ “เด็กใหม่” และการต้องทำงานกับหัวหน้าที่ไม่รับฟัง
ความแตกต่างระหว่างวัยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ถูกพูดถึง มีทั้งความกลัวว่าจะอธิบายความคิดของตัวเองไม่ได้ และความรู้สึกว่าการแสดงความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่อาจถูกมองว่าเป็นการเถียง ความกังวลเหล่านี้บอกเราว่า สำหรับคนที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน คุณภาพของงานไม่ได้อยู่ใน Job Description เพียงอย่างเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ สุขภาพจิตและ Work-Life Balance จึงไม่ใช่ความต้องการฟุ่มเฟือยของคนรุ่นใหม่ แต่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของคำว่า “งานที่มีคุณภาพ”
เมื่อบทสนทนาพาคนรุ่นใหม่ออกจากสิ่งที่กลัว แล้วชวนให้ลองจินตนาการว่า หากเลือกได้ พวกเขาอยากมีชีวิตการทำงานแบบไหน คำตอบที่ได้กลับไม่ได้หวือหวา
เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพของ “งานในฝัน” จึงไม่ได้เป็นภาพของงานที่ไม่เหนื่อยหรือได้เงินมากโดยไม่ต้องรับผิดชอบ ตรงกันข้าม มันเป็นภาพของงานธรรมดาที่ทำให้คนคนหนึ่งสามารถมีชีวิตธรรมดาที่ดีได้ ทำงานแล้วจ่ายค่าใช้จ่ายของตัวเองไหว มีพื้นที่เรียนรู้และเติบโต มีเวลาให้คนที่รัก ไม่ต้องกลัวที่ทำงานทุกเช้า และไม่ต้องแลกสุขภาพหรือความเป็นตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นคนทำงานที่ดี
บางทีสิ่งที่ First Jobber กำลังเรียกร้องจึงไม่ใช่ “งานที่สบาย” แต่คือ “งานที่ทำให้มีชีวิตได้”
เมื่อมองจากจุดนี้ การเตรียมคนรุ่นใหม่เข้าสู่โลกการทำงานจึงไม่สามารถจบลงด้วยคำแนะนำว่า ต้องพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น ต้องอดทน ต้องมี Soft Skills ต้องเรียนรู้เทคโนโลยี หรือจะต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านั้นสำคัญ แต่เป็นเพียงด้านหนึ่งของสมการ
อีกด้านหนึ่งคือระบบรอบตัวพวกเขา มหาวิทยาลัยอาจต้องคิดไกลกว่าวันที่นักศึกษาสอบผ่านวิชาสุดท้าย และถามว่าจะเชื่อมผู้เรียนไปสู่โลกอาชีพอย่างไร ตั้งแต่การช่วยให้รู้จักตัวเอง รู้จักตลาดแรงงาน ได้ทดลองทำงานจริง พัฒนาทักษะที่จำเป็น ไปจนถึงการเชื่อมกับนายจ้างและรุ่นพี่ที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์จริง
นายจ้างเองอาจต้องขยับจากการเป็นเพียง “ผู้คัดเลือกคนที่พร้อมที่สุด” ไปสู่การเป็นพื้นที่ที่ช่วยสร้างความพร้อมบางส่วนขึ้นจากการทำงานจริง ผ่านระบบปฐมนิเทศ การสอนงาน พี่เลี้ยง หัวหน้างานที่มีคุณภาพ และสภาพแวดล้อมที่อนุญาตให้คนใหม่เรียนรู้จากความผิดพลาดได้
ภาครัฐก็อาจต้องมอง First Jobber ไม่ได้เพียงในฐานะตัวเลขการจ้างงาน แต่ในฐานะคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังมีรายได้และเงินออมน้อย ขณะที่ต้นทุนชีวิตกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งหนี้ การเดินทาง ที่พัก และค่าครองชีพ
ขณะเดียวกัน ครอบครัวซึ่งเป็นฐานสำคัญที่สุดของคนจำนวนมาก ก็อาจต้องเป็นพื้นที่ให้กลับมาพักได้ในวันที่ยังหาคำตอบของชีวิตไม่เจอ มากกว่าจะกลายเป็นนาฬิกาที่คอยเตือนว่า “เมื่อไรจะสำเร็จเหมือนคนอื่น”
และสำหรับชุมชน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่กลับบ้าน แต่คือ จะสร้างงาน โอกาส และเส้นทางเติบโตแบบไหน เพื่อให้การกลับบ้านเป็นทางเลือกที่มีอนาคตจริง
ในช่วงท้ายของวงสนทนา เมื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมลองคิดในฐานะคนออกแบบระบบ ข้อเสนอหลากหลายจึงปรากฏขึ้น มีทั้งความคิดเรื่องการปรับระบบชำระหนี้ กยศ. ให้สัมพันธ์กับรายได้และจังหวะการตั้งตัว การช่วยลดค่าเดินทาง ที่พัก และต้นทุนชีวิตในช่วงเริ่มทำงาน การทบทวนค่าจ้างเริ่มต้นให้สัมพันธ์กับค่าครองชีพ การทำให้การสอบเข้าทำงานภาครัฐโปร่งใสและมีต้นทุนสำหรับผู้สมัครน้อยลง ตลอดจนการสร้างระบบจับคู่เด็กจบใหม่กับนายจ้าง การเปิดพื้นที่ Upskill–Reskill และทดลองอาชีพ รวมถึงการลดช่องว่างด้านสวัสดิการของคนที่ทำงานในภาครัฐแต่มีสถานะการจ้างแตกต่างกัน แต่หากมองผ่านรายละเอียดของข้อเสนอเหล่านี้ไป สิ่งที่น่าสนใจกว่าอาจไม่ใช่คำถามว่า ข้อเสนอใดควรทำหรือไม่ควรทำ หากเป็นคำถามว่า เหตุใดคนรุ่นใหม่จึงเสนอเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา
ข้อเสนอเรื่องหนี้ กยศ. กำลังบอกเราว่า พวกเขาต้องการเวลาในการตั้งตัว
ข้อเสนอเรื่องค่าครองชีพกำลังบอกว่า รายได้เริ่มต้นกับต้นทุนชีวิตอาจกำลังห่างกันมากขึ้น
ข้อเสนอเรื่องการสอบราชการกำลังบอกถึงความต้องการกติกาที่เข้าถึงได้และรู้สึกว่าเป็นธรรม
ข้อเสนอเรื่องระบบจับคู่งานกำลังสะท้อนว่า ระหว่างมหาวิทยาลัยกับตลาดแรงงานยังมีช่องว่าง
และข้อเสนอเรื่อง Upskill–Reskill ก็กำลังบอกว่า ช่วงเวลาหลังเรียนจบแต่ยังไม่มีงาน ไม่ควรเป็นเพียงช่วงเวลาแห่งการรอคอยและความรู้สึกล้มเหลว แต่สามารถกลายเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้และค้นหาเส้นทางใหม่ได้
เมื่อมองเช่นนี้ ข้อเสนอหลายเรื่องที่ดูแยกออกจากกันจึงกลับเชื่อมโยงด้วยโจทย์เดียวกัน ทำอย่างไรให้ความผิดพลาด ความล่าช้า หรือความไม่พร้อมในช่วงเริ่มต้น ไม่กลายเป็นต้นทุนที่หนักจนคนคนหนึ่งไม่มีโอกาสเริ่มต้นใหม่
บางทีสิ่งสำคัญที่สุดที่ได้จากการนั่งฟังนักศึกษากลุ่มนี้ อาจไม่ใช่ข้อเสนอเชิงนโยบายข้อใดข้อหนึ่ง แต่คือการทำให้เราเห็นว่า “ก้าวแรก” ของการทำงานยาวกว่าที่คิด
มันเริ่มก่อนวันสมัครงาน ตั้งแต่การค้นหาว่าตัวเองอยากเป็นอะไร การเตรียมสอบ การสร้างทักษะ และการพยายามสะสมประสบการณ์ มันดำเนินต่อในวันที่ต้องตัดสินใจว่าจะรับงานที่ไหน เงินเดือนเท่าไร ต้องย้ายบ้านหรือไม่ และจะจัดการกับหนี้หรือค่าใช้จ่ายอย่างไร และมันยังดำเนินต่อไปอีกระยะหลังได้งาน เมื่อคนคนหนึ่งต้องเรียนรู้วิธีทำงาน เข้าใจองค์กร สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน รับมือกับความผิดพลาด และค่อย ๆ สร้างความมั่นใจในฐานะคนทำงาน
หากเรามองก้าวแรกยาวเช่นนี้ การถามเพียงว่า “คนรุ่นใหม่พร้อมทำงานหรือยัง” ก็อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะความพร้อมไม่ได้เป็นคุณสมบัติที่คนคนหนึ่งต้องผลิตขึ้นมาให้สมบูรณ์ก่อนเดินเข้าสู่ตลาดแรงงาน
โจทย์ของ First Jobber จึงอาจต้องเปลี่ยนจาก “เราจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่พร้อมเข้าสู่ระบบ” ไปเป็น “เราจะทำอย่างไรให้ระบบพร้อมรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเรียนรู้และเติบโต”
เพราะท้ายที่สุด การมีงานทำควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความมั่นคง ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของภาระชุดใหม่ และการลงทุนด้านการศึกษาของประเทศจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ในวันที่คนคนหนึ่งได้รับปริญญา หากความรู้ ทักษะ และศักยภาพที่สะสมมาตลอดหลายปีไม่สามารถถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นชีวิตการทำงานที่มีคุณภาพได้
คุณภาพของทุนมนุษย์จึงอาจไม่ได้อยู่เพียงที่ว่า ประเทศไทยผลิตบัณฑิตได้มากเท่าไร หรือพวกเขาหางานได้เร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า เมื่อคนรุ่นใหม่เดินมาถึงประตูบานแรกของโลกการทำงานแล้ว เรามีระบบที่ช่วยให้พวกเขาเปิดประตูบานนั้น เข้าไปเรียนรู้ ตั้งตัว ล้มได้โดยไม่พัง และค่อย ๆ เติบโตเป็นคนทำงานที่มีคุณภาพ โดยยังรักษาสุขภาพ ความสัมพันธ์ ความหวัง และศักดิ์ศรีของตัวเองไว้ได้หรือไม่
เชื่อในพลังของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ สนใจสำรวจเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน วิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะรากเหง้าอีสาน ชื่นชอบการเดินทางเพื่อเปิดโลกใหม่ ๆ และชอบคลายเครียดด้วยทำอาหาร