ภาพประกอบ




เมื่อ "สิว" ดื้อยา ระวังวิธีรักษาไม่ให้กลายเป็นปัญหาเชื้อดื้อ



ชวนตั้งคำถามก่อนอ่าน ??

          สิวอาจดูเป็นเรื่องผิวเผิน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการรักษาผิดวิธีอาจเร่งให้เชื้อบนผิวของคุณดื้อยารักษาไปตลอดชีวิต

          สิวอาจเป็นเพียงปัญหาผิวหนังที่ดูธรรมดา ทว่าเมื่อการรักษาเริ่มใช้ “ยาปฏิชีวนะ” เป็นทางเลือกหลักและต่อเนื่องโดยไร้การควบคุม “เชื้อสิว” ที่เคยอยู่ร่วมกับเราบนผิวก็อาจวิวัฒน์กลายเป็นเชื้อดื้อยาได้อย่างไม่รู้ตัว เวทีเสวนาสาธารณะจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยจึงชวนหมอผิวหนังและหมอโรคติดเชื้อร่วมไขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเชื้อสิวดื้อยา สาเหตุ กลไก ผลกระทบ และแนวทางรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้ “ยาที่ใช้รักษา กลายเป็นตัวสร้างปัญหา” ในระยะยาว



เนื้อหา: จากสิวธรรมดาสู่สัญญาณเตือนของ “เชื้อสิวดื้อยา”

          สิวเกิดจากหลายปัจจัยที่สัมพันธ์กัน ทั้งการอักเสบของรูขุมขน การผลิตไขมันผิดปกติ การแบ่งตัวผิดจังหวะของเซลล์ผิว และจุลชีพที่อยู่ร่วมกับผิวหนัง โดยเฉพาะเชื้อ Cutibacterium acnes (C. acnes) ซึ่งปกติเป็นเชื้อประจำถิ่น แต่เมื่อสมดุลผิวถูกรบกวน เช่น จากฮอร์โมน อาหารหวาน การแต่งหน้าไม่สะอาด ความเครียด PM2.5 หรือการใส่หน้ากากอนามัยนานๆ เชื้อ C. acnes บางสายพันธุ์ (โดยเฉพาะ type IA1) จะเพิ่มจำนวนจนกลายเป็นต้นเหตุของการอักเสบและเป็นสิว

          แม้ในอดีตการใช้ยาปฏิชีวนะจะเป็นแนวทางรักษาหลักโดยเน้นฤทธิ์ “ลดการอักเสบ” มากกว่าการฆ่าเชื้อโดยตรง แต่การใช้ยาอย่างไม่ระมัดระวัง โดยเฉพาะการใช้ยาทาหรือยากินแบบเดี่ยวซ้ำซากนานเกินความจำเป็น กลับกลายเป็นการเปิดช่องให้แบคทีเรียปรับตัวจน “ดื้อยา” การศึกษาหลายประเทศ เช่น สเปน สหราชอาณาจักร หรือแม้แต่สิงคโปร์ พบอัตราการดื้อยาสิวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะยาทาอย่าง clindamycin และ erythromycin สำหรับประเทศไทย ข้อมูลล่าสุดจากงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ พบว่า เชื้อสิวในผู้ป่วยเกือบทั้งหมดดื้อต่อยาปฏิชีวนะอย่างน้อยหนึ่งชนิด โดยเฉพาะ clindamycin และ erythromycin ที่มีอัตราการดื้อสูงที่สุด แม้แต่ doxycycline และ tetracycline ซึ่งเป็นยากินที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็พบอัตราดื้อถึงร้อยละ 50 แล้ว การดื้อยาไม่ใช่เพียงปัญหาทางห้องปฏิบัติการเท่านั้น งานวิจัยยังพบความสัมพันธ์ระหว่างการดื้อยาและระดับความรุนแรงของสิว ซึ่งอาจนำไปสู่การรักษาที่ยากขึ้นในอนาคต

          แม้จะยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าการดื้อยาเป็นเหตุหลักของการรักษาที่ล้มเหลวหรือไม่ แต่แนวทางการป้องกันที่สำคัญ คือ “ใช้ยาปฏิชีวนะเท่าที่จำเป็น” ทั้งในรูปแบบทาและกิน โดยให้ใช้ควบคู่กับยาที่ไม่ทำให้เกิดดื้อยา เช่น benzoyl peroxide หรืออนุพันธ์ของวิตามินเอ และหยุดใช้ทันทีเมื่อสิวดีขึ้น หากใช้เกิน 3–4 เดือนโดยไม่มีการตอบสนอง ควรเปลี่ยนแนวทางรักษาทันที ไม่ควรฝืนใช้ยาปฏิชีวนะต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น

การรักษาสิวยังสามารถพิจารณาวิธีเสริมอื่นๆ เช่น การกดสิว การฉีดสเตียรอยด์เฉพาะจุดในสิวอักเสบ การใช้แสงหรือเลเซอร์ที่จำเพาะต่อรูขุมขน ตลอดจนแผ่นแปะสิวที่ช่วยดูดสิวหัวเปิดหรือส่งตัวยาเข้าสู่ผิว แต่ทุกวิธีควรอยู่ภายใต้การประเมินและคำแนะนำจากแพทย์



บทสรุป: การรักษาที่ชาญฉลาด เพื่อชะลอเชื้อดื้อยาในอนาคต

          จากเวทีเสวนาครั้งนี้ the SPACE เห็นถึงความสำคัญของ “ความรู้” ที่เชื่อมโยงทั้งศาสตร์การแพทย์และพฤติกรรมของผู้ใช้ยา ในวันที่แม้แต่ “สิว” ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเชื้อดื้อยาในระดับประชากร การเลือกใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีเหตุผลจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษาสิวให้หายเท่านั้น แต่คือการร่วมปกป้องประสิทธิภาพของยาที่เรายังต้องพึ่งพาในโรคอื่น ๆ อีกมากมาย

          แนวทางสำคัญคือการให้ความรู้กับประชาชนและเภสัชกรในระดับปฐมภูมิ พร้อมสนับสนุนให้เกิดการวิจัยต่อเนื่องในประเทศไทย เพื่อวางแนวทางนโยบายการใช้ยาปฏิชีวนะในโรคผิวหนังอย่างชัดเจนและยั่งยืน

สังเคราะห์และเรียบเรียงจาก:

  • เสวนาให้ความรู้ประชาชนออนไลน์ หัวข้อ “เชื้อสิวดื้อยา : เปิดเผยความจริงที่คุณอาจยังไม่รู้ !” โดย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

  • วันที่ 31 มีนาคม 2568
    ถ่ายทอดสดทาง Social Media ไขปัญหากับอายุรแพทย์ โดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย