Policy stories

เล่าเรื่องนโยบายให้ใกล้ตัว

เมื่อ “งานแรก” ไม่ควรเป็นเรื่องของเด็กจบใหม่เพียงฝ่ายเดียว!




ในวันที่ AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน ใครต้องรับผิดชอบต่อโอกาสเริ่มต้นชีวิตการทำงาน?

      เมื่อปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนโลกการทำงาน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า คนรุ่นใหม่มีทักษะพร้อมสำหรับอนาคตหรือไม่ แต่คือระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน และสถานประกอบการของเรา พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เริ่มต้นทำงานมากเพียงใด เพราะหากบันไดขั้นแรกของชีวิตการทำงานกำลังเปลี่ยนไป การบอกให้เด็กจบใหม่พัฒนาตัวเองให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป



เมื่อบันไดขั้นแรกของชีวิตการทำงานกำลังเปลี่ยนไป

      สำหรับคนเพิ่งเรียนจบ การได้งานแรกอาจหมายถึงเงินเดือนก้อนแรก ความสามารถในการดูแลตัวเอง หรือการเริ่มต้นสร้างอนาคตที่เคยวางแผนไว้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง งานแรกยังเป็นพื้นที่สำคัญของการเรียนรู้สิ่งที่ห้องเรียนไม่สามารถสอนได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับผู้อื่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การรับมือกับความผิดพลาด หรือการเรียนรู้วัฒนธรรมขององค์กร

      ประสบการณ์เหล่านี้มักเริ่มต้นจากงานที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก ก่อนจะค่อย ๆ สะสมเป็นความเชี่ยวชาญและเปิดโอกาสให้คนทำงานเติบโตไปสู่ความรับผิดชอบที่สูงขึ้น แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากงานระดับเริ่มต้นที่เคยทำหน้าที่เป็นพื้นที่ฝึกฝนของคนรุ่นใหม่ กำลังมีความต้องการจ้างงานลดลง?

      คำถามนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างน่าสนใจในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยเฉพาะวงเสวนา WBG Flagship: Small AI: More and Better Jobs ซึ่งชวนผู้นำระดับโลกมาร่วมพิจารณาว่า ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะช่วยสร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างไร

      หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญมาจาก Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ซึ่งกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานว่า ความต้องการจ้างงานในตำแหน่งระดับเริ่มต้น โดยเฉพาะงานแรกหลังสำเร็จการศึกษา กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างชัดเจน โดยเริ่มเห็นเด่นชัดในภาคเทคโนโลยีซึ่งเป็นกลุ่มงานที่ได้รับผลกระทบจาก AI สูง และมีสัญญาณขยายไปสู่ภาคส่วนอื่น

      สิ่งที่เขากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนตำแหน่งงานที่อาจลดลง แต่คือโอกาสที่คนรุ่นใหม่จะได้ก้าวเข้าสู่ระบบการทำงานตั้งแต่แรก

      เพราะหากคนรุ่นใหม่ต้องใช้เวลารอคอยงานแรกนานขึ้น พวกเขาไม่ได้สูญเสียเพียงเวลาที่ผ่านไป แต่ยังสูญเสียโอกาสสะสมทักษะ ประสบการณ์ คุณลักษณะที่จำเป็นต่อการทำงาน และความเชื่อมั่นต่ออนาคตของตัวเองประธานาธิบดีสิงคโปร์จึงเสนอว่า รัฐบาลควรร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถานประกอบการเปิดรับคนจบใหม่ พร้อมปรับระบบการศึกษาให้เชื่อมโยงกับประสบการณ์ทำงานจริงมากขึ้น

      ข้อสังเกตนี้ชวนให้มองปัญหาการหางานของคนรุ่นใหม่ในมุมที่แตกต่างออกไป เพราะแทนที่จะถามเพียงว่า ทำไมเด็กจบใหม่จึงยังไม่มีงานทำ เราอาจต้องเริ่มถามด้วยว่า ระบบเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังเปิดพื้นที่ให้คนไม่มีประสบการณ์ได้เริ่มต้นมากเพียงใด







AI ไม่ได้ทำให้งานทั้งหมดหายไป แต่กำลังเปลี่ยนวิธีที่ตลาดแรงงานต้องการคน

      ความกังวลเกี่ยวกับ AI และการจ้างงานไม่ใช่เรื่องใหม่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้ยินคำถามว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่มนุษย์มากเพียงใด และอาชีพใดจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ

      แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจซับซ้อนกว่าการแบ่งอาชีพออกเป็นสองกลุ่ม คืออาชีพที่จะอยู่รอดกับอาชีพที่จะหายไป รายงาน Gen-AI: Artificial Intelligence and the Future of Work ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า งานทั่วโลกประมาณ 40% มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจาก AI โดยสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 60% ในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว

      อย่างไรก็ตาม การได้รับผลกระทบไม่ได้หมายความว่างานทั้งหมดจะถูกทดแทน เพราะ AI อาจช่วยเพิ่มผลิตภาพให้กับงานบางประเภท ขณะที่งานอีกส่วนหนึ่งอาจเผชิญความต้องการแรงงานที่ลดลง หรือมีลักษณะงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

      ในทำนองเดียวกัน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เผยแพร่รายงาน Generative AI and Jobs: A Refined Global Index of Occupational Exposure เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 โดยประเมินว่าแรงงานทั่วโลกประมาณหนึ่งในสี่อยู่ในอาชีพที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจาก Generative AI ในระดับใดระดับหนึ่ง

      แต่ข้อค้นพบสำคัญคือ งานส่วนใหญ่มีแนวโน้มถูกเปลี่ยนรูปแบบมากกว่าจะถูกแทนที่ทั้งหมด เนื่องจากหลายภารกิจยังต้องอาศัยความสามารถและการตัดสินใจของมนุษย์

      ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ AI จะทำงานแทนมนุษย์ได้ทั้งหมดหรือไม่ แต่อยู่ที่เมื่อเทคโนโลยีสามารถรับผิดชอบงานบางส่วนได้มากขึ้น นายจ้างจะยังต้องการแรงงานระดับเริ่มต้นในรูปแบบเดิมมากน้อยเพียงใด

      ลองนึกถึงงานวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น การจัดทำเอกสาร การเขียนโปรแกรมพื้นฐาน หรือการสรุปข้อมูล ซึ่งในอดีตอาจเป็นภารกิจที่องค์กรใช้มอบหมายให้พนักงานใหม่ได้ฝึกฝน เมื่อ AI สามารถช่วยดำเนินงานเหล่านี้ได้รวดเร็วขึ้น องค์กรอาจเลือกปรับโครงสร้างงาน ลดการรับพนักงานใหม่บางตำแหน่ง หรือเปลี่ยนคุณสมบัติของผู้สมัครที่ต้องการ





      แม้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร แต่ก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หากงานพื้นฐานถูกลดบทบาทลง คนรุ่นใหม่จะมีโอกาสเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ผ่านงานจริงได้อย่างไร

      งานศึกษาของ Stanford Digital Economy Lab เรื่อง Canaries in the Coal Mine? Six Facts about the Recent Employment Effects of Artificial Intelligence ซึ่งปรับปรุงข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 พบว่า การจ้างงานแรงงานอายุ 22–25 ปี ในกลุ่มอาชีพที่มีการสัมผัส AI สูง อยู่ต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็นประมาณ 19% เมื่อเปรียบเทียบกับแนวโน้มการจ้างงานของคนวัยเดียวกันในกลุ่มอาชีพที่สัมผัส AI ต่ำกว่า

      การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านการรับแรงงานรุ่นใหม่ลดลงเป็นหลัก มากกว่าการเลิกจ้างพนักงานเดิม ขณะเดียวกัน งานวิจัยไม่พบหลักฐานว่ามีการทดแทนแรงงานอย่างกว้างขวางทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผู้วิจัยระบุชัดเจนว่า ข้อมูลนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า AI เป็นสาเหตุโดยตรงของความแตกต่างด้านการจ้างงานทั้งหมด

      ข้อค้นพบดังกล่าวจึงควรใช้เป็นสัญญาณเตือนให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด มากกว่าจะนำไปสรุปว่า AI กำลังทำให้คนรุ่นใหม่ตกงานทั่วโลก โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทย ซึ่งยังต้องการข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในแต่ละอุตสาหกรรม

      ถึงกระนั้น สิ่งที่งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยเปิดให้เห็นก็คือ ผลกระทบของ AI อาจเริ่มปรากฏผ่านการลดโอกาสรับคนใหม่ ก่อนที่จะเห็นการลดลงของการจ้างงานในภาพรวม และนั่นอาจเป็นความเสี่ยงที่คนเพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานต้องเผชิญมากกว่าคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว



การไม่มีงานแรก อาจทำให้คนรุ่นใหม่สูญเสียมากกว่ารายได้

      สำหรับคนที่มีงานทำอยู่แล้ว การเปลี่ยนงานหรือการหยุดทำงานชั่วคราวอาจเป็นช่วงเวลาของการปรับตัว แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน การไม่ได้เริ่มต้นอาจส่งผลต่อโอกาสในอนาคตมากกว่าที่คิด

      ในทางเศรษฐศาสตร์แรงงาน มีแนวคิดที่เรียกว่า Scarring Effect หรือผลกระทบตกค้างจากประสบการณ์ด้านลบในตลาดแรงงาน ซึ่งอธิบายว่าการว่างงาน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน อาจสร้างผลเสียต่อโอกาสการจ้างงาน รายได้ และความก้าวหน้าในอาชีพระยะยาว

      รายงาน Education at a Glance 2025 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อธิบายว่า การว่างงานเป็นเวลานานทำให้คนรุ่นใหม่สูญเสียโอกาสพัฒนาทักษะและประสบการณ์ทำงาน ขณะที่ช่องว่างในประวัติการทำงานอาจกลายเป็นข้อจำกัดในการสมัครงานครั้งต่อไป นอกจากนี้ การว่างงานต่อเนื่องยังอาจส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตใจ ทั้งความท้อแท้ ความวิตกกังวล และความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง





      ความสำคัญของงานแรกจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่รายได้จากการทำงาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างทุนมนุษย์ ความสัมพันธ์ทางสังคม และความสามารถในการกำหนดอนาคตของตัวเอง เมื่อคนรุ่นใหม่ได้เข้าสู่สถานประกอบการ พวกเขาจะได้เรียนรู้สิ่งที่เรียกว่า Tacit Knowledge หรือความรู้จากประสบการณ์ ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดได้ทั้งหมดผ่านตำรา หลักสูตร หรือการฝึกอบรมระยะสั้น

      ตัวอย่างเช่น การสังเกตวิธีตัดสินใจของหัวหน้างาน การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานที่มีความเห็นแตกต่างกัน หรือการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป

      ความรู้เหล่านี้ต้องอาศัยเวลาและโอกาสในการลงมือทำจริง หากคนรุ่นใหม่ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสดังกล่าว ความเสียเปรียบอาจสะสมต่อเนื่องไปถึงการสมัครงานในอนาคต เพราะนายจ้างจำนวนหนึ่งยังใช้ประสบการณ์ทำงานเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาผู้สมัคร จึงเกิดความย้อนแย้งที่คนหางานจำนวนไม่น้อยคุ้นเคย นั่นคือ ต้องมีประสบการณ์ก่อนจึงจะได้งาน แต่จะมีประสบการณ์ได้อย่างไร หากไม่มีใครเปิดโอกาสให้เริ่มทำงาน

      ปัญหานี้ยิ่งมีความสำคัญในบริบทของ AI เพราะเมื่อองค์กรสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยทำงานพื้นฐานได้มากขึ้น การสร้างพื้นที่สำหรับฝึกฝนแรงงานรุ่นใหม่อาจไม่เกิดขึ้นเองตามกลไกตลาดเหมือนในอดีต นี่คือเหตุผลที่ประธานาธิบดีสิงคโปร์เสนอให้การสนับสนุนโอกาสงานแรกกลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราวสำหรับแก้ปัญหาว่างงานในช่วงวิกฤต



กลับมามองประเทศไทย เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนรุ่นใหม่เพียงฝ่ายเดียว

      หากย้อนกลับมามองประเทศไทย ปัญหาการเปลี่ยนผ่านจากการศึกษาสู่การทำงานมีความซับซ้อนอยู่ก่อนแล้ว แม้ยังไม่รวมผลกระทบจาก AI หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญคือความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะที่ประชาชนมีอยู่กับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ

      รายงาน Fostering Foundational Skills in Thailand: From a Skills Crisis to a Learning Society ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลกร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า ประชากรไทยอายุ 15–64 ปี จำนวนมากยังมีทักษะพื้นฐานต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล ซึ่งพบว่าประชากรกลุ่มตัวอย่าง 74.1% มีทักษะต่ำกว่าเกณฑ์พื้นฐาน ขณะที่ 64.7% มีทักษะการรู้หนังสือต่ำกว่าเกณฑ์อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประเมินทักษะพื้นฐานของประชากรหลายช่วงวัย ไม่ใช่ผลสำรวจทักษะ AI ของเด็กจบใหม่โดยเฉพาะ

      ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่า ประเทศไทยยังมีความท้าทายในการสร้างรากฐานทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และการทำงานในโลกยุคใหม่ แต่การพัฒนาทักษะเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้ เพราะแม้คนรุ่นใหม่จะสำเร็จการศึกษา มีความรู้ และมีทักษะที่เหมาะสม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าถึงงานที่ตรงกับศักยภาพ มีค่าตอบแทนเหมาะสม หรือมีโอกาสเติบโตในอาชีพได้เสมอไป

      เอกสารหลักประกอบการพัฒนาประเด็นนโยบาย การยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานของกลุ่มเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาภายใต้กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ได้รวบรวมข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบว่า อัตราการว่างงานของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ที่ 1.84% สูงกว่าอัตราการว่างงานโดยรวมของประเทศที่ 0.88% หรือประมาณ 2.1 เท่า

      ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกช่วงอายุ จึงไม่สามารถใช้แทนสถานการณ์ของบัณฑิตจบใหม่ได้โดยตรง แต่ช่วยสะท้อนว่า การมีวุฒิการศึกษาสูงไม่ได้รับประกันว่าจะสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างราบรื่น

      นอกจากความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะกับงานแล้ว คนรุ่นใหม่ยังเผชิญข้อจำกัดที่แตกต่างกันตามฐานะทางเศรษฐกิจ พื้นที่อยู่อาศัย โอกาสในการฝึกประสบการณ์ และเครือข่ายทางสังคม สำหรับบางคน การรอคอยงานที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะยังมีครอบครัวช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย แต่สำหรับอีกหลายคน การไม่มีรายได้แม้เพียงไม่กี่เดือนอาจหมายถึงการต้องรีบรับงานที่ไม่ตรงกับความสามารถ หรือเข้าสู่รูปแบบการจ้างงานที่ไม่มีความมั่นคง

      ความเหลื่อมล้ำในการเริ่มต้นชีวิตการทำงานจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่คนคนหนึ่งเดินเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่เป็นผลสะสมจากโอกาสที่แตกต่างกันมาตั้งแต่ช่วงการศึกษาและการเติบโต เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนความต้องการแรงงาน ความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิมจึงอาจยิ่งซับซ้อนขึ้น หากระบบสนับสนุนไม่สามารถปรับตัวได้ทัน คนที่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี มีเครือข่ายทางอาชีพ และมีทรัพยากรในการเรียนรู้เพิ่มเติม อาจสามารถปรับตัวได้รวดเร็วกว่า ขณะที่คนที่มีข้อจำกัดตั้งแต่ต้นทางอาจเผชิญอุปสรรคเพิ่มขึ้น





      ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานยุค AI เราอาจต้องมองให้ไกลกว่าการจัดอบรมทักษะหรือเพิ่มหลักสูตรการใช้เทคโนโลยี แต่ต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเริ่มต้นชีวิตการทำงานเชื่อมโยงและสนับสนุนกันมากเพียงใด



จากการเตรียมคนให้พร้อม สู่การสร้างระบบที่พร้อมเปิดโอกาส

      ที่ผ่านมา การพูดถึงปัญหาการหางานของคนรุ่นใหม่มักเริ่มต้นจากคำแนะนำที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เรียนภาษา ฝึกใช้เทคโนโลยี หรือสะสมประสบการณ์ให้มากขึ้น คำแนะนำเหล่านี้มีความสำคัญ และยังจำเป็นต่อการเตรียมความพร้อมของแรงงานในอนาคต แต่หากมองในเชิงโครงสร้าง คำถามสำคัญคือ การเตรียมตัวของคนรุ่นใหม่เพียงฝ่ายเดียวสามารถแก้ปัญหาการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ตลาดแรงงานได้จริงหรือไม่

      ลองนึกถึงนักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา แม้เขาจะมีความรู้และทักษะตามหลักสูตร แต่หากไม่เคยมีโอกาสฝึกงานจริง ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลความต้องการของนายจ้าง หรือสถานประกอบการเปิดรับเฉพาะผู้มีประสบการณ์ เขาก็อาจยังไม่สามารถเริ่มต้นทำงานได้ ในทางกลับกัน แม้สถานประกอบการต้องการแรงงานใหม่ แต่หากระบบการศึกษาไม่เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงาน หรือไม่มีระบบสนับสนุนให้ผู้เริ่มต้นทำงานสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากได้รับการจ้างงานแล้ว





      สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนว่า การเข้าสู่ตลาดแรงงานไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการที่คนคนหนึ่งต้องดำเนินการด้วยตัวเอง แต่เป็นผลลัพธ์จากการทำงานร่วมกันของหลายระบบ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบการพัฒนา ระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การทำงาน (Transition-to-Work Ecosystem) ซึ่งให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะ สถานประกอบการ ระบบข้อมูลตลาดแรงงาน การส่งเสริมสุขภาวะ และหลักประกันทางสังคม หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่า การเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นความรับผิดชอบของบุคคล ไปสู่การมองว่าเป็น ความรับผิดชอบร่วมของระบบ (Shared Responsibility) นั่นหมายความว่า สถานศึกษาไม่ได้มีหน้าที่เพียงผลิตผู้สำเร็จการศึกษา แต่ควรมีบทบาทสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกการทำงานด้วย

      สถานประกอบการไม่ได้มีหน้าที่เพียงคัดเลือกผู้สมัครที่มีความพร้อมมากที่สุด แต่ควรมีส่วนร่วมสร้างประสบการณ์และพัฒนาคนทำงานรุ่นใหม่ ขณะที่ภาครัฐไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดบริการฝึกอบรมหรือจับคู่ตำแหน่งงาน แต่ต้องสร้างเงื่อนไขและกลไกที่เอื้อให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเป็นธรรม ที่สำคัญ คนรุ่นใหม่เองก็ควรมีส่วนร่วมในการกำหนดและสะท้อนความต้องการของระบบสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขา

      แนวคิดนี้เป็นหนึ่งในสาระสำคัญของร่างมตินโยบายที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับคณะทำงานและภาคีเครือข่ายกำลังพัฒนา ภายใต้กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 โดยมี theSPACE เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาประเด็น

      ร่างมติดังกล่าวเสนอให้ประเทศไทยยกระดับระบบสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานอย่างเชื่อมโยง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การเข้าถึงโอกาสงานที่มีคุณค่า การพัฒนาทักษะและประสบการณ์ ไปจนถึงการสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

      แม้ร่างมติยังอยู่ระหว่างกระบวนการพัฒนา แต่แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองที่สำคัญว่า ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงาน ไม่ควรวัดเพียงว่าคนรุ่นใหม่มีงานทำแล้วหรือยัง แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า พวกเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตการทำงานได้อย่างมีคุณภาพ มีความมั่นคง และมีโอกาสเติบโตต่อไปหรือไม่



3 เรื่องที่ประเทศไทยควรเริ่มคิด หากไม่อยากให้คนรุ่นใหม่สูญเสียโอกาสงานแรก

      เมื่อพิจารณาคำเตือนจากเวทีธนาคารโลกควบคู่กับสถานการณ์ First Jobber ของประเทศไทย จะเห็นโจทย์เชิงนโยบายอย่างน้อย 3 ประการที่ควรได้รับความสำคัญ

2. ทำให้การเรียนรู้กับการทำงานจริงเชื่อมโยงกันตั้งแต่ก่อนสำเร็จการศึกษา

การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงไม่ควรเริ่มต้นหลังจากคนรุ่นใหม่ได้รับการจ้างงานเท่านั้น ระบบการศึกษาสามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสให้นักเรียนและนักศึกษาได้เรียนรู้โลกการทำงานผ่านการฝึกงาน การทำโครงการร่วมกับสถานประกอบการ การเรียนรู้จากปัญหาจริง และการพัฒนาทักษะที่เชื่อมโยงกับบริบทอาชีพ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของประธานาธิบดีสิงคโปร์ที่เห็นว่า ระบบอุดมศึกษาควรลดการพึ่งพาการเรียนรู้เชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว และเพิ่มรูปแบบการศึกษาที่เชื่อมโยงกับการทำงานจริงมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือ ประสบการณ์ทำงานระหว่างเรียนต้องไม่กลายเป็นเพียงการใช้แรงงานราคาถูก หรือผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้ผู้เรียน การฝึกงานที่มีคุณภาพควรมีเป้าหมายการเรียนรู้ มีผู้ดูแล มีการประเมินผล และมีเงื่อนไขที่เป็นธรรม

หากสามารถออกแบบได้อย่างเหมาะสม การเรียนรู้ผ่านงานจริงจะช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจความต้องการของตลาดแรงงาน และช่วยให้นายจ้างมีส่วนร่วมพัฒนาคนก่อนเข้าสู่การจ้างงานเต็มรูปแบบ

3. ติดตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานให้ทัน โดยเฉพาะผลกระทบจาก AI

สิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องรู้ไม่ใช่เพียงจำนวนคนว่างงานหรือจำนวนตำแหน่งงานว่าง แต่รวมถึงลักษณะของงานที่กำลังเปลี่ยนไปด้วย ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในอุตสาหกรรมใดกำลังลดลง? งานประเภทใดต้องการทักษะใหม่? นายจ้างเริ่มเปลี่ยนเกณฑ์การรับสมัครอย่างไร? และคนรุ่นใหม่กลุ่มใดกำลังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสมากที่สุด? คำถามเหล่านี้ต้องอาศัยข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน และสถานประกอบการ

ร่างมตินโยบาย First Jobber ที่กำลังพัฒนาอยู่ได้ให้ความสำคัญกับระบบข้อมูลร่วม การวิจัย และการติดตามประเมินผลอยู่แล้ว

ประเด็นที่ควรพิจารณาต่อยอดคือ การนำมิติการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจาก AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบติดตาม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถออกแบบมาตรการรองรับได้ทันต่อสถานการณ์

ทั้งสามแนวทางนี้ไม่ใช่ข้อสรุปว่าสังคมไทยต้องดำเนินการในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งทันที แต่เป็นโจทย์ที่ควรเปิดให้หน่วยงานรัฐ สถานศึกษา นายจ้าง คนรุ่นใหม่ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา เพราะการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูป และมาตรการที่เหมาะสมจำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อมูลและบริบทของประเทศไทย



งานแรกไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นของอาชีพ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งหลักชีวิต

      เมื่อพูดถึงนโยบายการจ้างงาน เรามักให้ความสำคัญกับจำนวนตำแหน่งงาน อัตราการว่างงาน หรือความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ งานแรกมีความหมายมากกว่านั้น การมีงานทำอาจหมายถึงการเริ่มมีรายได้เป็นของตัวเอง การลดภาระครอบครัว การมีเงินเก็บ การวางแผนที่อยู่อาศัย หรือการเริ่มต้นตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตชีวิต

      ในทางกลับกัน การเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างยากลำบาก การต้องยอมรับงานที่ไม่เหมาะสม หรือการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเติบโต อาจส่งผลต่อทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสุขภาวะของคนรุ่นใหม่

      นี่คือเหตุผลที่การพัฒนานโยบาย First Jobber ไม่ควรมองเพียงมิติของแรงงาน แต่ควรเชื่อมโยงกับสุขภาพ คุณภาพชีวิต ความเป็นธรรม และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ด้วย

      การมีงานทำไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีเสมอไป เช่นเดียวกับการมีทักษะไม่ได้รับประกันว่าจะเข้าถึงงานที่เหมาะสมได้เสมอไป หากเราต้องการให้คนรุ่นใหม่เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ระบบสนับสนุนจึงต้องไม่หยุดอยู่ที่การพาพวกเขาเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ต้องช่วยให้สามารถตั้งหลักและเติบโตต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ เมื่อพิจารณาในมุมนี้ การลงทุนเพื่อสร้างโอกาสงานแรกจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาว่างงานระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนในศักยภาพของประชากรและอนาคตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

      ยิ่งในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนลักษณะงานและความต้องการแรงงานอย่างรวดเร็ว การสร้างระบบที่ช่วยให้คนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเข้าถึงโอกาสได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น



ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะเปลี่ยนคำถามเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่?

      บนเวทีธนาคารโลก ประธานาธิบดีสิงคโปร์ไม่ได้เสนอให้ประเทศต่าง ๆ หยุดการพัฒนา AI หรือพยายามรักษาตำแหน่งงานทุกรูปแบบเอาไว้เหมือนเดิม แต่เขากำลังชวนให้รัฐบาลและภาคธุรกิจมองเห็นความจำเป็นของการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าสู่โลกการทำงาน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะแม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ได้ แต่ประโยชน์เหล่านั้นไม่ได้รับประกันว่าจะกระจายไปถึงคนทุกกลุ่มโดยอัตโนมัติ

      สำหรับประเทศไทย โจทย์สำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงการเร่งพัฒนาทักษะ AI ให้กับคนรุ่นใหม่ แต่คือการพิจารณาว่าเราจะออกแบบระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน และนโยบายสาธารณะอย่างไร ให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงโอกาสที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นธรรม

      เพราะในโลกที่เทคโนโลยีสามารถทำงานได้มากขึ้น มนุษย์ก็ยังจำเป็นต้องมีพื้นที่สำหรับเรียนรู้ ทดลองผิดพลาด สะสมประสบการณ์ และพัฒนาศักยภาพของตัวเอง หากระบบไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เริ่มต้น เราอาจไม่ได้สูญเสียเพียงตำแหน่งงานบางส่วน แต่กำลังสูญเสียโอกาสในการพัฒนาคนที่จะเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่า

      “ทำไมเด็กจบใหม่ถึงยังไม่พร้อมทำงาน?” มาเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าเดิมว่า

      “ระบบการศึกษา นายจ้าง ภาครัฐ และสังคมไทย พร้อมสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานแล้วหรือยัง?”

      เพราะท้ายที่สุด “งานแรก” อาจเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตของคนคนหนึ่ง แต่การสร้างโอกาสให้จุดเริ่มต้นนั้นเกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพ ไม่ควรเป็นความรับผิดชอบของเขาเพียงลำพัง






อรรถพล คู่กระสังข์

เชื่อในพลังของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ สนใจสำรวจเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน วิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะรากเหง้าอีสาน ชื่นชอบการเดินทางเพื่อเปิดโลกใหม่ ๆ และชอบคลายเครียดด้วยทำอาหาร